วันอังคารที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2560

แถลงการณ์กรณีการปราบปรามโดยใช้กำลังรุนแรงต่อพลเรือนชาวมุสลิมโรฮิงญา ในรัฐยะไข่ของรัฐบาลเมียนมาร์

สืบเนื่องจากเหตุการณ์ความรุนแรงภายในรัฐยะไข่ ประเทศเมียนมาร์ ซึ่งปะทุขึ้นอีกครั้งหนึ่งเมื่อปลายเดือนสิงหาคม 2560  อันเป็นผลจากการกวาดล้างครั้งใหญ่ของรัฐบาลและกองทัพเมียนมาร์ ทำให้มีผู้เสียชีวิตราว 400 คน ในจำนวนนี้เป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจทหารของเมียนมาร์ ราว 10 คน ที่เหลือเป็นกลุ่มติดอาวุธและพลเรือนชาวมุสลิมโรฮิงญา นอกจากนี้ทำให้พลเรือนชาวโรฮิงญาประมาณ 300,000 คน ต้อง อพยพออกจากที่อยู่อาศัยและส่วนใหญ่มุ่งลี้ภัยไปสู่บังคลาเทศ  ทั้งนี้จากการที่รัฐบาลและกองทัพเมียนมาร์ กล่าวอ้างว่า กลุ่มเคลื่อนไหวด้วยอาวุธชาวโรฮิงญาเป็นฝ่ายโจมตีเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร ก่อน โดยที่ปฏิบัติการดังกล่าวยังไม่มีทีท่าว่าจะสิ้นสุดลง
สมาคมสิทธิเสรีภาพของประชาชน ในฐานะองค์กรเอกชนที่ทำงานด้านสิทธิมนุษยชนเห็นว่า ปฏิบัติการกวาดล้างกลุ่มก่อการร้ายของรัฐบาลและกองทัพเมียนมาร์ โดยการมุ่งโจมตีต่อหมู่บ้านและชุมชนชาวมุสลิมโรฮิงญาโดยไม่มีการแยกแยะกลุ่มก่อการร้ายออกจากพลเรือน เป็นการละเมิดสิทธิในชีวิต ร่างกายและทรัพย์สินของพลเมือง อย่างร้ายแรง
นอกจากนี้การที่รัฐบาลเมียนมาร์ ยังปิดกั้นความช่วยเหลือด้านมนุษยชนธรรมจากต่างประเทศ ไม่ให้สามารถเข้าถึงพื้นที่ที่ต้องการความช่วยเหลือ ยิ่งทำให้สถานการณ์เลวร้ายลงมากยิ่งขึ้น และเป็นอันตรายต่อชีวิตของพลเมือง  ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวโรฮิงญาหลายหมื่นคน การกระทำในลักษณะดังกล่าวของรัฐบาลเมียนมาร์ จึงเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรงเกินกว่าที่นานาประเทศจะยอมรับได้
สมาคมสิทธิและเสรีภาพของประชาชนจึงขอเรียกร้องต่อรัฐบาลและกองทัพเมียนมาร์ ให้ยุติปฏิบัติการทางทหารหรือการปราบปรามอย่างรุนแรงต่อชาวโรฮิงญาในรัฐยะไข่ การปราบปรามจะต้องกระทำเฉพาะต่อกลุ่มก่อการร้ายหรือผู้ต้องสงสัย ซึ่งต้องมีกระบวนการแยกแยะอย่างชัดเจนออกจากพลเรือนโดยทั่วไป และต้องให้หน่วยงานด้านมนุษยธรรมรวมถึงหน่วยงานระหว่างประเทศ เข้าถึงพลเรือนที่ต้องได้รับความช่วยเหลือโดยทันที เพื่อแสดงให้เห็นว่า รัฐบาลเมียนมาร์ ยังคงเคารพในหลักสิทธิมนุษยชน และมิได้มุ่งประสงค์ที่จะให้มีการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวโรฮิงญา อันเป็นอาชญากรรมที่จะถูกประณามจากทั่วโลก
นอกจากนี้ เพื่อแสดงให้เห็นว่า รัฐบาลเมียนมาร์ ได้ปฏิบัติการในการปราบปรามกลุ่มก่อการร้ายด้วยความชอบธรรม และมิได้ละเลยต่อชีวิตของพลเมืองของตน ควรให้ผู้สื่อข่าวเข้าถึงพื้นที่เกิดเหตุเพื่อนำข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นสู่การรับรู้ของนานาประเทศ อันจะทำให้ภาพลักษณ์ของรัฐบาลเมียนมาร์ ซึ่งกำลังถูกจับตามองในเวทีระหว่างประเทศไม่เลวร้ายลงกว่าที่เป็นอยู่
ด้วยความเชื่อมั่นในสิทธิ เสรีภาพและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์
12 กันยายน 2560
สมาคมสิทธิและเสรีภาพของประชาชน

วันศุกร์ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2560

แถลงการณ์ ทบทวนและยกเลิกการกล่าวหานักวิชาการและนักกิจกรรม 5 คน และยกเลิกคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 3/2558

แถลงการณ์
ทบทวนและยกเลิกการกล่าวหานักวิชาการและนักกิจกรรม  5 คน
และยกเลิกคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 3/2558

ตามที่มีการจัดประชุมวิชาการไทยศึกษา ครั้งที่ 13 ที่จังหวัดเชียงใหม่ ระหว่างวันที่ 15-18 กรกฎาคม 2560  ในระหว่างการจัดงาน ทางกลุ่มนักวิชาการนานาชาติได้อ่านแถลงการณ์ “ขอคืนพื้นที่ความรู้และสิทธิเสรีภาพของพลเมืองในสังคมไทย” เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2560 และต่อมา ดร.ชยันต์ วรรธนะภูติ ผู้อำนวยการศูนย์ภูมิภาคศึกษาด้านสังคมศาสตร์และการพัฒนาอย่างยั่งยืน มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่งเป็นประธานกรรมการและประธานฝ่ายวิชาการจัดงานประชุมไทยศึกษาครั้งที่ 13 ดังกล่าว  นายธีรมล บัวงาม นักศึกษาปริญญาโท คณะการสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และเป็นบรรณาธิการสำนักข่าวประชาธรรม  นางสาวภัควดี วีระภาสพงษ์ นักแปลและนักเขียนอิสระ นานชัยพงษ์ สำเนียง นักศึกษาปริญญาเอกคณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และนลธวัช มะชัย นักศึกษาปริญญาตรีคณะการสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยเชียงใหม่. ได้รับหมายเรียกจากตำรวจซึ่งเป็นพนักงานสอบสวน สถานีตำรวจช้างเผือก ลงวันที่ 11 สิงหาคม 2560 ให้ไปรับทราบข้อกล่าวหาว่าบุคคลทั้ง 5 ได้ ฝ่าฝืนคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 3/2558 เรื่องการรักษาความสงบเรียบร้อยและความมั่นคงของชาติ ซี่งห้ามมั่วสุมหรือชุมนุมทางการเมือง ณ ที่ใด ๆ ที่มีจำนวนตั้งแต่ห้าคนขึ้นไป โดยไม่ได้รับอนุญาตจากหัวหน้า คสช. หรือผู้ที่ได้รับมอบหมายนั้น

สมาคมสิทธิเสรีภาพของประชาชน (สสส.) และองค์กรข้างท้ายขอแสดงความคิดเห็นและเสนอข้อเรียกร้อง ดังต่อไปนี้

1) การประชุมวิชาการไทยศึกษา เป็นเวทีทางวิชาการเพื่อนำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับภูมิปัญญาความรู้ท้องถิ่น ปัญหาสังคม ความรู้เพื่อนบ้าน และเป็นเวทีวิชาการที่ “วิพากษ์รัฐและทหาร” ด้วย ซึ่งการวิพากษ์รัฐในเวทีไทยศึกษาเป็นธรรมเนียมทางวิชาการที่ถือปฏิบัติกันมาเกือบสี่ทศวรรษของการจัดงานนี้ ไม่ว่ารัฐนั้น จะเป็นรัฐภายใต้รัฐบาลทหาร หรือรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งก็ตาม

2) ในการประชุมวิชาการไทยศึกษาครั้งนี้ มีเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงหลายหน่วยงานทั้ง “ทหาร” และ “ตำรวจ” เข้ามาแฝงตัวในกลุ่มผู้เข้าประชุม มีการถ่ายภาพผู้อภิปราย ผู้เข้าร่วม อันเป็นการคุกคามประชาคมวิชาการ และเป็นการแทรกแซงเวทีวิชาการโดยรัฐเป็นครั้งแรกของการประชุมไทยศึกษา ซึ่งนักวิชาการไทย ประชาชนไทย และนักวิชาการต่างประเทศที่เข้าร่วมประชุม ไม่อาจยอมรับการกระทำของเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงดังกล่าวได้

3) การออกหมายเรียกนักวิชาการทั้ง 5 คน โดยพนักงานสอบสวนเพื่อแจ้งข้อกล่าวหาตามคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 3/2558 ดังกล่าวถือเป็นการละเมิดเสรีภาพทางวิชาการและเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น ที่ได้รับความคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยทุกฉบับ และพันธกรณีระหว่างประเทศที่ประเทศไทยไทยมีอยู่ตามกติการะหว่างประทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง ข้อ 19 ซึ่งการใช้เสรีภาพทางวิชาการและการแสดงออกซึ่งความคิดเห็นที่กระทำโดยสงบ ย่อมไม่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อความสงบเรียบร้อยหรือความมั่นคงของสังคมหรือของชาติได้แต่ประการใด

4) คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 3/2558 ซึ่งออกมาบังคับใช้แทนกฏอัยการศึก ไม่ควรถูกนำมาบังคับใช้ในสภาวะปกติที่ประเทศไม่ได้อยู่ในสภาวะสงครามหรือสภาวะฉุกเฉินอันเป็นภัยคุกคามความอยู่รอดของประเทศ การดำรงอยู่และการบังคับใช้คำสั่งดังกล่าวถือเป็นสิ่งที่ขัดต่อข้อ 4 ของกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและการเมือง ซึ่งประเทศไทยเป็นภาคีและมีพันธกรณีที่ต้องปฏิบัติตาม การใช้อำนาจตามคำสั่งดังกล่าวมาออกหมายเรียกประชาขน จึงเป็นสิ่งที่ไม่มีความชอบธรรมตามหลักกฎหมายสิทธิมนุษยชน

5) ขอเรียกร้องให้รัฐบาลดำเนินการเพื่อทบทวนการตั้งข้อหานักวิชาการและนักกิจกรรม ทั้ง 5 คน ดังกล่าวโดยเร็ว และขอให้รัฐบาลยกเลิกคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 3/2558 เพื่อร่วมกันสร้างสรรค์เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและการแสดงออก และเสรีภาพทางวิชาการ ซึ่งเป็นเงื่อนไขที่สำคัญของความปรองดองของคนในชาติ สร้างสรรค์สังคมประชาธิปไตย และการพัฒนาที่ยั่งยืนของประเทศชาติต่อไป  

​​​​​18  สิงหาคม 2560
สมาคมสิทธิเสรีภาพของประชาชน(สสส.)
มูลนิธิเพื่อสิทธิมนุษยชนและการพัฒนา(HRDF)
สมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน (สนส.)


วันพุธที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2560

คำแถลงข่าวของประธานสมาคมสิทธิเสรีภาพของประชาชน ต่อร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พ.ศ. ...

คำแถลงข่าวของประธานสมาคมสิทธิเสรีภาพของประชาชน
ต่อร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พ.ศ. ...

          ตามที่ที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติครั้งที่ 41/2560 วันศุกร์ที่ 30 มิถุนายน 2560 ได้ลงมติรับหลักการแห่งร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พ.ศ. ... ไว้พิจารณาและแต่งตั้งกรรมาธิการวิสามัญขึ้นคณะหนึ่งเพื่อพิจารณา ซึ่งคณะกรรมาธิการคณะนี้ได้พิจารณาร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวเสร็จแล้ว และได้เปิดเผยรายงานการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวเมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2560 นั้น สมาคมสิทธิเสรีภาพของประชาชน (สสส.) มีความเห็นต่อการแปรญัตติของคณะกรรมาธิการดังนี้
มาตรา ๘ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติประกอบด้วยกรรมการจำนวนเจ็ดคน ซึ่งพระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งตามคำแนะนำของวุฒิสภา จากผู้เป็นกลางทางการเมือง และมีความรู้และประสบการณ์ด้านการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชนเป็นที่ประจักษ์เป็นเวลาไม่น้อยกว่าสิบปี ในด้านดังต่อไปนี้ อย่างน้อยด้านละหนึ่งคนแต่จะเกินด้านละสองคนมิได้
(๑) มีประสบการณ์ในการทำงานด้านสิทธิมนุษยชนต่อเนื่องกันเป็นเวลาไม่น้อยกว่าสิบปี
(๒) มีความรู้ความเชี่ยวชาญในการสอน หรือทำงานวิจัยเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนในระดับอุดมศึกษามาแล้วเป็นเวลาไม่น้อยกว่าห้าปี
(๓) มีความรู้ความเชี่ยวชาญด้านกฎหมายเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนทั้งภายในประเทศและต่างประเทศที่จะยังประโยชน์ต่อการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการ
(๔) มีความรู้และประสบการณ์ด้านการบริหารงานภาครัฐที่เกี่ยวกับการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนมาแล้วเป็นเวลาไม่น้อยกว่าห้าปี
(๕) มีความรู้และประสบการณ์ด้านปรัชญา วัฒนธรรม ประเพณี และวิถีชีวิตของไทยเป็นที่ประจักษ์ที่จะยังประโยชน์ในการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนมาแล้วเป็นเวลาไม่น้อยกว่าสิบปี
ระยะเวลาตามวรรคหนึ่ง ให้นับถึงวันสมัคร หรือวันที่ได้รับการเสนอชื่อเข้ารับการสรรหา แล้วแต่กรณี
         สมาคมสิทธิเสรีภาพของประชาชนเห็นว่าการกำหนดคุณสมบัติของกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติห้าด้านดังกล่าว เป็นการกำหนดที่ไม่สอดคล้องจากหลักการว่าด้วยสถานะและหน้าที่ของสถาบันแห่งชาติเพื่อการคุ้มครองและส่งเสริมสิทธิมนุษยชน (Paris Principles) และเป็นการขยายความรัฐธรรมนูญมาตรา ๒๔๖ ที่กำหนดคุณสมบัติไว้ว่า “...ผู้ซึ่งได้รับการสรรหาต้องมีความรู้และประสบการณ์ด้านการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชนเป็นกลางทางการเมือง และมีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์”  จึงควรกำหนดคุณสมบัติของกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติดังที่กำหนดไว้ในมาตรา ๒๔๖ ของรัฐธรรมนูญ ๒๕๖๐ เพียงเท่านั้น และควรเพิ่ม “คำนึงถึงการมีส่วนของหญิงและชาย” เช่นเดียวกับที่เคยบัญญัติในพระราชบัญญัติคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๒
          มาตรา ๓๗ ในกรณีที่การละเมิดสิทธิมนุษยชนเรื่องใดเป็นความผิดอาญา และผู้เสียหายไม่อยู่ในฐานะที่จะร้องทุกข์ หรือกล่าวโทษด้วยตนเองได้  ให้คณะกรรมการ หรือผู้ซึ่งคณะกรรมการมอบหมายมีอำนาจร้องทุกข์ หรือกล่าวโทษได้โดยให้ถือว่าเป็นผู้เสียหาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
            สมาคมสิทธิเสรีภาพของประชาชน มีความเห็นว่า ควรเพิ่มเติมหน้าที่และอำนาจให้คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ๑) เสนอเรื่องพร้อมด้วยความเห็นต่อศาลรัฐธรรมนูญ ในกรณีที่เห็นชอบตามที่มีผู้ร้องเรียนว่าบทบัญญัติแห่งกฎหมายใดกระทบต่อสิทธิมนุษยชนและมีปัญหาเกี่ยวกับความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ   ทั้งนี้ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ  และ ๒) การเสนอเรื่องพร้อมด้วยความเห็นต่อศาลปกครอง ในกรณีที่เห็นชอบตามที่มีผู้ร้องเรียนว่ากฎ คำสั่ง หรือการกระทำอื่นใดในทางปกครองกระทบต่อสิทธิมนุษยชนและมีปัญหาที่เกี่ยวกับความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ หรือกฎหมาย ทั้งนี้ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครองเช่นเดียวกับที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ ๒๕๕๐  เนื่องจากการละเมิดสิทธิมนุษยชนมักเกิดจากบทบัญญัติแห่งกฎหมาย อันอยู่ในขอบอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญ หรือเกิดจากกฎ คำสั่ง หรือการกระทำอื่นใดในทางปกครองอันอยู่ในขอบอำนาจของศาลปกครอง ทั้งเพื่อการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนให้สัมฤทธิ์ผลมากขึ้น
          มาตรา 46  ห้ามมิให้ผู้ใดเปิดเผยข้อมูลอันทำให้สามารถระบุตัวตนของผู้แจ้ง หรือผู้ร้องเรียน รวมทั้งข้อมูลข่าวสารที่ได้มาเนื่องจากการปฏิบัติตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้ เว้นแต่เป็นการเปิดเผยข้อมูลเพื่อปฏิบัติตามหน้าที่และอำนาจ หรือตามกฎหมาย หรือตามคำสั่งศาล ผู้จัดทำและเผยแพร่รายงานตามหมวดนี้ หากได้กระทำโดยสุจริต ผู้นั้นไม่ต้องรับผิดทั้งทางแพ่ง ทางอาญา ทางปกครอง หรือทางวินัย
สมาคมสิทธิเสรีภาพของประชาชนเห็นว่า ควรปรับปรุงดังนี้
          (๑) ให้คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติเป็นผู้กำหนดชั้นความลับของข้อมูลข่าวสารที่จะต้องปกปิดไว้เป็นความลับ ซึ่งผู้เปิดเผยข้อมูลดังกล่าวอาจถือเป็นความผิด โดยยึดหลักการตามพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. ๒๕๔๐ เป็นสำคัญ
          (๒) ข้อมูลข่าวสารที่ต้องปกปิดคือ ข้อมูลข่าวสารที่เปิดเผยไปแล้วอาจเกิดความเสียหายต่อบุคคลอื่น ประชาชน และการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร
         (๓) ความรับผิดควรจำกัดอยู่เฉพาะเจ้าหน้าที่ของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติที่มีหน้าที่ในการควบคุมดูแลข้อมูลข่าวสารนั้นเท่านั้น
          มาตรา ๖๐ ให้ประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติและกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติซึ่งดำรงตำแหน่งอยู่ในวันก่อนวันที่พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้ใช้บังคับ ยังคงอยู่ในตำแหน่งต่อไปจนกว่าจะครบ ๓ ปี นับแต่วันที่พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้ง หรือพ้นจากตำแหน่งตามมาตรา ๒๐ เว้นแต่กรณี (๓) ในส่วนที่เกี่ยวกับการขาดคุณสมบัติตามมาตรา ๘ มิให้นำมาบังคับใช้
          ในกรณีที่ประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติและกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติดำรงตำแหน่งครบระยะเวลาตามวรรค ๑ ให้ถือว่าเป็นการพ้นจากตำแหน่งตามวาระ
สมาคมสิทธิเสรีภาพของประชาชนเห็นว่า ควรเป็นไปตามร่างเดิมของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ กล่าวคือ ให้ประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติและกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติซึ่งดำรงตำแหน่งอยู่ในวันก่อนวันที่พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้ใช้บังคับพ้นจากตำแหน่งนับแต่วันที่พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้ใช้บังคับ แต่ให้ยังคงปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่ากรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติที่แต่งตั้งขึ้นใหม่จะเข้ารับหน้าที่  ทั้งนี้ เพื่อให้มีการสรรหาผู้ดำรงตำแหน่งกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติเป็นไปตามหลักการปารีสโดยมิชักช้า ได้คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติชุดใหม่ที่มาจากคณะกรรมการสรรหาที่หลากหลาย และการมีส่วนร่วมของภาคประชาสังคม ซึ่งจะทำให้เกิดผลต่อการเลื่อนสถานะของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติของประเทศไทยดีขึ้นจากระดับ B เป็นระดับ  A ในที่สุด
          มาตรา ๖๑  ๔(๑) ให้คณะกรรมการสรรหาพิจารณาและวินิจฉัยว่า ประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติและกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติดำรงตำแหน่งอยู่ในวันก่อนวันที่พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้ใช้บังคับ ผู้ใดถือว่าเป็นผู้ดำรงตำแหน่งตามมาตรา ๘ (๑) (๒) (๓) (๔) หรือ (๕) ภายในยี่สิบวันนับแต่วันที่พ้นกำหนดเวลาตาม (๔) ทั้งนี้คำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหาให้เป็นที่สุด
          สมาคมสิทธิเสรีภาพของประชาชนเห็นว่า ไม่จำเป็นต้องเพิ่ม ๔(๑) หากคงไว้ซึ่งหลักการเดิมในมาตรา ๖๐ ของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ
          สมาคมสิทธิเสรีภาพของประชาชนขอเสนอต่อสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ในการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พ.ศ. ... ที่กำลังจะเข้าสู่การพิจารณาในวาระ ๓ ให้คำนึงถึงหลักการที่สำคัญที่ควรนำมาประกอบการพิจารณา ๔ ประการคือ
          ประการแรก ต้องทำให้คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติมีความอิสระ ทั้งนี้ เมื่อปลายเดือนธันวาคม ๒๕๕๗ คณะกรรมการประสานงานระหว่างประเทศว่าด้วยสถาบันสิทธิมนุษยชนแห่งชาติซึ่งคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติเป็นสมาชิกอยู่ ได้มีมติ “ปรับลด” สถานภาพของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติของประเทศไทยจาก ระดับ “A” มาเป็น “B” เนื่องจากเมื่อได้ประเมินการทำงาน ตรวจสอบคุณสมบัติโดยเฉพาะกระบวนการสรรหากรรมการ ซึ่งขาดการมีส่วนร่วมอย่างมีนัยสำคัญของภาคประชาสังคมและองค์กรสิทธิมนุษยชน ตลอดจนการแสดงบทบาทและดำเนินภารกิจของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติแล้ว เห็นว่าไม่สอดคล้องกับ “หลักการแห่งกรุงปารีสว่าด้วยแนวทางในการจัดตั้งและดำเนินการสถาบันสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ” ที่ได้รับการรับรองจากที่ประชุมสมัชชาใหญ่สหประชาชาติมาตั้งแต่ ปี ๒๕๓๖
          ประการที่สอง ต้องเป็นไปตามหลักการสำคัญที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๖๐ การกำหนดคุณสมบัติของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติซึ่งเกินกว่าที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญมิอาจทำได้
          ประการที่สาม ต้องคำนึงถึงอนุสัญญาด้านสิทธิมนุษยชนขององค์การสหประชาชาติที่ประเทศไทยเป็นภาคีและพันธกรณีที่ประเทศไทยต้องปฏิบัติตาม พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พ.ศ. ... จะต้องเอื้อต่อการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติให้สามารถปฏิบัติตามพันธกรณีได้อย่างมีประสิทธิภาพ
          ประการที่สี่ ต้องคำนึงถึงสถานการณ์การละเมิดสิทธิมนุษยชนในประเทศไทยที่มีความรุนแรงมากขึ้นทุกขณะ นักปกป้องสิทธิมนุษยชนของไทยที่ลุกขึ้นมาปกป้องสิทธิของตน หรือสิทธิของชุมชน ถูกเข่นฆ่าเป็นจำนวนมากในรอบยี่สิบปีที่ผ่านมา การทำให้คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติมีหน้าที่และอำนาจในการฟ้องคดีแทนผู้เสียหายจากการถูกละเมิดสิทธิมนุษยชนเป็นเรื่องที่จำเป็นที่จะทำให้คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติสามารถปกป้องคุ้มครองผู้ถูกละเมิดสิทธิมนุษยชนได้ดียิ่งขึ้น

นายจตุรงค์ บุณยรัตนสุนทร
ประธานสมาคมสิทธิเสรีภาพของประชาชน (สสส.)
๑๗ สิงหาคม ๒๕๖๐

         



วันอังคารที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2560

แถลงการณ์ร่วม เครือข่ายผู้หญิงและผู้หญิงเพศหลากหลายในประเทศไทยที่ติดตามการปฏิบัติตาม อนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติต่อสตรีในทุกรูปแบบ

แถลงการณ์ร่วม
เครือข่ายผู้หญิงและผู้หญิงเพศหลากหลายในประเทศไทยที่ติดตามการปฏิบัติตาม
อนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติต่อสตรีในทุกรูปแบบ

ประเทศไทยสิทธิมนุษยชนและเสรีภาพขั้นพื้นฐานต้องนำมาปฏิบัติได้จริงสำหรับผู้หญิงทุกคน
(กรุงเทพฯ 16 สิงหาคม 2560)                                        
ในนามเครือข่ายผู้หญิงและผู้หญิงเพศหลากหลายในประเทศไทยที่ติดตามการปฏิบัติตาม อนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติต่อสตรีในทุกรูปแบบ (Convention for the Elimination of All Forms of Discrimination against Women - CEDAW) ขอเรียกร้องให้รัฐบาลไทยนำข้อแสนอแนะที่คณะกรรมการแห่งสหประชาชาติว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติต่อสตรี หรือ คณะกรรมการฯ (UN Committee on Eliminations of Discriminations against Women) รับรองมาปฏิบัติให้สัมฤทธิ์ผล
กว่า 32 ปีที่ประเทศไทยลงนามให้สัตยาบันต่ออนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติต่อสตรีในทุกรูปแบบ เรามีรัฐบาลมาแล้ว 14 รัฐบาล ทั้งที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนและมาจากการแต่งตั้งตนเอง แต่เราพบว่าความคืบหน้าในการยุติการเลือกปฏิบัติต่อผู้หญิงก็ยังล่าช้าอยู่มาก ตั้งแต่มีรัฐประหารในเดือนพฤษภาคม ปี 2557 การต่อสู้เพื่อความยุติธรรมและความเท่าเทียมกันของผู้หญิงก็ยากลำบากยิ่งขึ้นเนื่องจากการจำกัดสิทธิเสรีภาพที่เพิ่มขึ้นและการเลือกปฏิบัติที่ยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง
เมื่อวันที่ กรกฎาคม 2560 คณะกรรมการฯ ได้ทบทวนรายงานตามวาระการปฏิบัติตามอนุสัญญา CEDAW ณ กรุงเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ มีตัวแทนจากรัฐบาลไทย ไปร่วมการรายงานทั้งหมด 31 ท่าน ได้ตอบคำถามต่อคณะกรรมฯ ในหลายประเด็น หลังจากนั้น ในวันที่ 24 กรกฎาคม 2560 ที่ผ่านมา คณะกรรมการฯ ได้เผยแพร่ ข้อคิดเห็นโดยสรุปต่อประเทศไทย (Concluding Observations) เรารู้สึกยินดีที่คณะกรรมการฯ ได้สะท้อนความเห็นประเด็นปัญหาสำคัญที่ผู้หญิงในประเทศไทยต้องเผชิญและมีข้อเสนอแนะที่ชัดเจนและเข้มแข็ง
เมื่อวันที่ 14-15 สิงหาคม 2560 ที่ผ่านมา ทางเครือข่ายจึงได้ปรึกษาหารือกันเพื่อสรุปประเด็นปัญหาสำคัญเร่งด่วนของผู้หญิงที่รัฐบาลจำเป็นต้องเร่งแก้ไข เพื่อให้เป็นไปตามพันธกรณีทางกฎหมายต่ออนุสัญญาCEDAW และเพื่อเยียวยาบรรเทาสถานการณ์ที่ร้ายแรงด้านสิทธิมนุษยชนของผู้หญิงในประเทศไทย เครือข่ายของเรามีข้อเรียกร้องต่อรัฐบาลไทยในประเด็นสำคัญ ดังนี้

การเข้าถึงความยุติธรรมและการชดเชยเยียวยา
คณะกรรมการฯ กังวลเกี่ยวกับอุปสรรคที่ผู้หญิงต้องเผชิญเมื่อต้องการเข้าถึงความยุติธรรม ผู้หญิงทุกคนโดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชนจะต้องไม่ตกอยู่ในความหวาดกลัวว่าจะถูกข่มขู่คุกคามโดยดำเนินคดีทางกฎหมาย
ผู้หญิงทุกคนต้องสามารถเข้าถึงความช่วยเหลือจากองทุนยุติธรรมและการให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายที่มีประสิทธิภาพผ่านขั้นตอนที่เรียบง่ายไม่ซับซ้อน
ปัญหาความแออัดในเรือนจำหญิงและความขาดแคลนด้านสถานที่และบริการด้านต่างๆ ภายในเรือนจำจะต้องได้รับการแก้ไขโดยเร่งด่วน
การบังคับใช้กฎหมายและนโยบายต่างๆ จะต้องไม่นำไปสู่การเลือกปฏิบัติต่อผู้หญิงโดยเฉพาะอย่างยิ่ง รัฐจะต้องยุติปฏิบัติการล่อซื้อและการจู่โจมค้นซึ่งส่งผลกระทบใดๆ ต่อผู้หญิงทำงานบริการ (และผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์) โดยทันที
เจ้าหน้าที่ผู้บังคับใช้กฎหมายที่มีหน้าที่รับผิดชอบด้านกระบวนการยุติธรรมต่อผู้หญิงและเด็กที่ได้รับผลกระทบจากความรุนแรงและการค้ามนุษย์จะต้องปฏิบัติหน้าที่โดยมีความละเอียดอ่อนต่อมิติเพศภาวะ เพศวิถี ในกระบวนการยุติธรรม รัฐจะต้องให้การสนับสนุนที่จำเป็น และเพียงพอต่อผู้หญิง และเด็กหญิงที่ได้รับผลกระทบจากความรุนแรงและการค้ามนุษย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คุ้มครองกลุ่มหญิงแรงงานข้ามชาติ
รัฐต้องให้ความสำคัญอันดันแรกต่อความปลอดภัยและความยุติธรรมของผู้หญิงที่ได้รับผลกระทบจากความรุนแรงในครอบครัวแทนที่จะใช้วิธีเจรจาไกล่เกลี่ยและปรองดอง
อ้างถึง ข้อคิดเห็นโดยสรุปของคณะกรรมการ ย่อหน้า 11(a) 25 (c) 27 (d) 31 (a) 22 (a) 29

การมีส่วนร่วมในกำหนดนโยบายและกฎหมายที่มีผลกระทบต่อผู้หญิงและครอบครัว
            คณะกรรมการฯ ตั้งข้อสังเกตว่ามีผู้หญิงจำนวนน้อยที่เป็นตัวแทนในฝ่ายนิติบัญญัติ ส่วนการปกครองท้องถิ่น และหน่วยงานที่มีอำนาจตัดสินใจในทุก ๆ ระดับ และยังขาดตัวแทนจากผู้หญิงชนเผ่าพื้นเมือง กลุ่มชาติพันธุ์ และชนกลุ่มน้อยทางศาสนา ผู้หญิงจะต้องสามารถมีส่วนร่วมได้ในทุกๆ ระดับของการกำหนด นโยบายและกฎหมาย และรัฐธรรมนูญ
            เรา คือ ผู้พิทักษ์ผืนดิน ป่าไม้ ภูเขา และแม่น้ำ ดังนั้น ผู้หญิงต้องมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายด้านทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม
            เรา คือ แม่ และ แรงงานซึ่งเป็นเสาหลักในการดูแลครอบครัว ดังนั้น ผู้หญิงต้อง มีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายด้านเศรษฐกิจและแผนพัฒนา นโยบายด้านสาธารณสุข และด้านการศึกษาทั้งในระดับชาติและระดับท้องถิ่น
            เรา คือ สมาชิกชุมชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ความขัดแย้งในจังหวัดชายแดนใต้ ดังนั้น ผู้หญิงจะต้องลงมือสร้างและมีส่วนร่วมในกระบวนการสร้างสันติภาพ
            เรา คือ ผู้ลี้ภัยหญิง แรงงานข้ามชาติหญิง ผู้หญิงพิการ ผู้หญิงทำงานบริการ ผู้หญิงในเพศหลากหลาย เราจะต้องสามารถเข้ามามีส่วนร่วมอย่างเต็มที่ในการเปลี่ยนแปลงหรือกำหนดนโยบายหรือกฎหมายใด ๆ ที่จะมีผลกระทบต่อชีวิตของเรา
(อ้างถึง ข้อคิดเห็นโดยสรุปของคณะกรรมการฯ ย่อหน้า 11(d), 23 (b) (c), 27 (a), 43 (c) (d) 29)

ความคุ้มครองอย่างเสมอภาคภายใต้กฎหมาย
คณะกรรมการฯ เสนอให้ประเทศไทยสร้างหลักประกันให้ผู้หญิงทุกคนได้รับความคุ้มครองอย่างเสมอภาคภายใต้กฎหมาย
ผู้หญิงกลุ่มหลากหลายทางเพศ (LBTI) จะต้องได้รับความคุ้มครองอย่างเสมอภาคภายใต้กฎหมายทุกฉบับรวมถึงกฎหมายที่ส่งเสริมความเสมอภาคทางเพศ ตลอดจนกฎหมายที่ให้บริการด้านการฟื้นฟูเยียวยาในกรณีถูกคุกคามทางเพศ ถูกข่มขืน ถูกกระทำจากความรุนแรงในครอบครัว และกฎหมายที่มีข้อห้ามการเลือกปฏิบัติในสิทธิการก่อตั้งครอบครัว การให้บริการทางสุขภาพ การศึกษาและการจ้างงาน
ผู้หญิงที่ถูกจำกัดอิสรภาพในสถานที่คุมขังทุกรูปแบบจะต้องได้รับการปฏิบัติที่ดีตามมาตรฐานของกฎหมายไทยและพันธกรณีตามกฎหมายระหว่างประเทศ
แรงงานหญิงทุกคนจะต้องได้รับความคุ้มครองตามกรอบกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงานของไทยซึ่งการบังคับใช้กฎหมายคุ้มครองแรงงานจะต้องคุ้มครองแรงงานที่ทำงานในสถานบันเทิงด้วย
องค์กรส่วนท้องถิ่นจะต้องมีมาตรการพิเศษเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับผู้หญิงทุกคนรวมถึงผู้หญิงในพื้นที่ชนบท ผู้หญิงกลุ่มชนเผ่าพื้นเมืองให้เข้าถึงการแจ้งเกิดบุตรได้
ผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชนจะต้องได้รับความคุ้มครองอย่างเต็มที่ตามที่กฎหมายกำหนดและรับรองสิทธิไว้
(อ้างถึง ข้อคิดเห็นโดยสรุปของคณะกรรมการฯ ย่อหน้า 11, 27 (f), 33(c) 12, 21, 23 (d), 31 (b), 43 (b), 44, 29)

การเคารพความแตกต่าง
            คณะกรรมการฯ มีข้อเสนอแนะต่อประเทศไทยให้ส่งเสริมการเคารพความแตกต่างเพื่อนำไปสู่การขจัดอคติและการเลือกปฏิบัติต่อผู้หญิงอันเนื่องมากจากชาติพันธุ์ ศาสนา สถานะทางสังคม เศรษฐกิจ การเมือง เพศวิถี เพศสภาพ ลักษณะทางเพศ อาชีพ หรือสถานะทางกฎหมาย รัฐบาลไทยต้องตระหนักและแก้ไขภาพเหมารวมและการเลือกปฏิบัติที่เกิดขึ้นภายในหน่วยงานของรัฐ และที่เกิดจากหน่วยงานของรัฐที่มีหน้าที่จัดบริการทางสังคม
(อ้างถึง ข้อคิดเห็นโดยสรุปของคณะกรรมการขจัดการเลือกปฏิบัติต่อสตรี ย่อหน้า 19)

มาตรการพิเศษชั่วคราว
            คณะกรรมการฯ มีข้อเสนอแนะให้ประเทศไทยใช้มาตรการพิเศษชั่วคราวเพื่อส่งเสริมให้ผู้หญิงได้เข้าถึงความเสมอภาคอย่างแท้จริงในทุกๆเรื่อง (อ้างถึง ข้อคิดเห็นโดยสรุปของคณะกรรมการฯ ย่อหน้าที่ 17)
            เครือข่ายผู้หญิงและผู้หญิงเพศหลากหลายในประเทศไทยที่ติดตามการปฏิบัติตามอนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติต่อสตรีในทุกรูปแบบได้ตกลงดำเนินงานร่วมกันเพื่อให้มั่นใจว่าประเด็นปัญหาเร่งด่วนของผู้หญิงดังกล่าวจะได้รับความสำคัญและตอบสนองจากรัฐบาลไทย เราคาดหวังว่าภายในหนึ่งปีนับจากนี้เราจะได้เห็นความก้าวหน้าจากรัฐบาลไทยในการปฏิบัติตามข้อเสนอแนะจากคณะกรรมการขจัดการเลือกปฏิบัติต่อสตรี
              สุดท้ายนี้ เราขอเรียกร้องต่อหน่วยงานของรัฐที่มีหน้าที่รับผิดชอบให้จัดแปลและเผยแพร่ข้อคิดเห็นโดยสรุปต่อประชาชนทั่วไป ตลอดจนดำเนินการสร้างความตระหนักและสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับอนุสัญญาขจัดการเลือกปฏิบัติต่อสตรีให้แก่หน่วยงานและสถาบันต่างๆของรัฐโดยเร็วที่สุด

ลงนาม
กลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิด
สหพันธ์เกษตรกรภาคใต้
กลุ่มรักษ์ลาหู่       
มูลนิธิเอ็มพาวเวอร์
มูลนิธิศักยภาพชุมชน
มูลนิธิผสานวัฒนธรรม
โพรเท็คชัน อินเตอร์เนชั่นแนล
โรงน้ำชา Togetherness for Equality and Action (TEA Group)
มูลนิธิสุวรรณนิมิต
SHEro Project
กลุ่มเรนโบว์ ไรซ์ สุรินทร์ และเยาวชนสีขรภูมิ
มูลนิธิผู้หญิง
มูลนิธิพิทักษ์สตรีและเด็ก
คณะทำงานวาระทางสังคม                                                                                                                         
Patani Working Group
เครือข่ายสตรีชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย
สถาบันวิจัยบทบาทหญิงชายและการพัฒนา
กลุ่มหญิงสู้ชีวิต
กลุ่มแฟรี่เทล
เครือข่ายผู้หญิงเพื่อความก้าวหน้าและสันติภาพ
ขบวนผู้หญิงปฏิรูปประเทศไทย วีมูฟ
ห้องเรียนเพศวิถีและสิทธิมนุษยชน ร้านหนังสือบูคู (Buku Classroom)
สหพันธ์คนงานข้ามชาติ Migrant Workers Federation (MWF)
มูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชน
กลุ่มด้วยใจ
สมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน
สมาคมสิทธิเสรีภาพของประชาชน(สสส.)
สร้างสรรค์อนาคตเยาวชน
เครือข่ายภาคประชาสังคมเพื่อความเท่าเทียมระหว่างเพศ
ชมรมโกลบอลแคมปัสเชียงใหม่ เครือข่ายสตรีพิการ
มูลนิธิเพื่อการพัฒนาแรงงานและอาชีพ
มูลนิธิเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน
สมาคมฟ้าสีรุ้งแห่งประเทศไทย
เครือข่ายประชากรข้ามชาติ
กลุ่ม Rainbow dream group
ศูนย์พหุวัฒนธรรมและนโยบายการศึกษา
มูลนิธิพัฒนาภาคเหนือ

ข้อเสนอแนะในการจัดทำกฎหมายลำดับรองที่ออกตาม พระราชบัญญัติราชทัณฑ์ พ.ศ. ๒๕๖๐

ข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะในการจัดทำกฎหมายลำดับรองที่ออกตาม
พระราชบัญญัติราชทัณฑ์ พ.ศ. ๒๕๖๐

ความเป็นมาและเหตุผลของการจัดทำข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะ
         
โดยที่ขณะนี้มีการประกาศใช้พระราชบัญญัติราชทัณฑ์ พ.ศ. ๒๕๖๐[1] (ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ ๑๙ พฤษภาคม ๒๕๖๐)ซึ่งเหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ ตามที่ปรากฏในหมายเหตุ ท้ายพระราชบัญญัติฯ คือ พระราชบัญญัติราชทัณฑ์ พุทธศักราช ๒๔๗๙ ได้ใช้บังคับมาเป็นเวลานานและมีบทบัญญัติบางประการไม่สอดคล้องกับนโยบาย ทางอาญาของประเทศ ประกอบกับมีกฎหมายและกฎเกณฑ์ในระดับสากลที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติ ต่อผู้ต้องขังประเภทต่าง ๆ และการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ ซึ่งมิได้มีการบัญญัติไว้ ในพระราชบัญญัติดังกล่าว ส่งผลให้การดำเนินงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องไม่สอดคล้องตามมาตรฐานสากล อาทิ ข้อกำหนดมาตรฐานขั้นต่ำสำหรับปฏิบัติต่อผู้ต้องขัง (Standard Minimum Rules for the Treatment of Prisoners /SMR) หรือข้อกำหนด ของสหประชาชาติ สำหรับการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังหญิงในเรือนจำและมาตรการที่มิใช่การควบคุมขัง สำหรับผู้กระทำผิดหญิง(United Nations Rules for the Treatment of Women Prisoners and Non - Custodial Measures for Women Offenders) หรือ ข้อกำหนดกรุงเทพ (Bangkok Rules) รวมทั้งยังไม่สามารถจัดการหรือบริหารโทษของผู้ต้องขังเฉพาะรายหรือเฉพาะ คดีได้อย่างเหมาะสม เนื่องจากไม่มีบทบัญญัติให้อำนาจในการดำเนินการ และไม่สามารถ ดำเนินการให้มีสถานที่ควบคุมหรือคุมขังผู้ต้องขังประเภทอื่น นอกจากการคุมขังไว้ในเรือนจำ ซึ่งทำให้ระบบการพัฒนาพฤตินิสัยและการบริหารงานเรือนจำ ไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ สมควรกำหนดให้มีคณะกรรมการราชทัณฑ์ เพื่อกำหนดนโยบายและทิศทางในการบริหารงาน ราชทัณฑ์ และปรับปรุงกฎหมายให้สามารถแก้ไข บำบัด ฟื้นฟู และพัฒนาพฤตินิสัยของผู้ต้องขัง กับทั้งเป็นเครื่องมือในการแก้ไขปัญหาอื่นในการบริหารจัดการกระบวนงานของกรมราชทัณฑ์ เพื่อให้เกิด ประสิทธิภาพยิ่งขึ้น  จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้
นอกจากนี้ประเทศไทย ยังคงต้องผูกพันตามพันธกรณีด้านสิทธิมนุษยชน ขององค์การ
สหประชาชาติหลายฉบับที่เกี่ยวกับผู้ต้องขัง  เช่น กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง[2]  (International Covenant on Civil and Political Rights) อนุสัญญาต่อต้านการทรมาน และการประติบัติหรือ การลงโทษอื่นที่โหดร้ายไร้มนุษยธรรม หรือที่ย่ำยีศักดิ์ศรี (Convention against Torture and Other Cruel, Inhuman or Degrading Treatment or Punishment[3]) ด้วย


สมาคมสิทธิเสรีภาพของประชาชน (สสส.) มีกิจกรรมด้านการส่งเสริมการปฏิบัติให้เป็นไปตามหลักการสิทธิมนุษยชน และที่เกี่ยวกับการส่งเสริมสิทธิผู้ต้องขัง รวมถึงการรณรงค์ยกเลิกโทษประหารชีวิต เห็นเป็นโอกาสดีที่กรมราชทัณฑ์ได้จัดการตราพระราชบัญญัติราชทัณฑ์ พ.ศ. ๒๕๖๐ ซึ่งมีมาตรการที่ชัดเจนในการดำเนินการที่ดีขึ้นอย่างน้อย ๒ ประการ กล่าวคือ

๑. การบริหารงานเรือนจำ
·       กำหนดให้มีคณะกรรมการนโยบายการราชทัณฑ์ โดยมีอำนาจหน้าที่ในการกำหนดนโยบาย
ด้านการราชทัณฑ์ และกำหนดทิศทางกระบวนการพัฒนาพฤตินิสัยผู้ต้องขัง เพื่อให้การดำเนินงาน ของกรมราชทัณฑ์มีทิศทางและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
·       กำหนดให้มีคณะอนุกรรมการที่สำคัญและขึ้นตรงต่อคณะกรรมการฯ 2 คณะ ได้แก่
คณะอนุกรรมการตรวจเรือนจำ มีอำนาจหน้าที่ให้ความเห็นและเสนอแนะในการดำเนิน กิจการเรือนจำตามหลักการทางด้านอาชญาวิทยาและทัณฑวิทยาแก่กรมราชทัณฑ์ รวมทั้งทำการตรวจกิจการเรือนจำและให้คำแนะนำแก่เจ้าพนักงานในการปฏิบัติหน้าที่ และคณะอนุกรรมการรับเรื่องราวร้องทุกข์มีอำนาจหน้าที่ในการรับเรื่องราวร้องทุกข์หรือเรื่องราว ใด ๆ จากผู้ต้องขัง

๒.การเตรียมความพร้อมก่อนปล่อย
·       กำหนดให้มีกระบวนการเตรียมความพร้อมก่อนปล่อย โดยให้กระบวนการนี้เริ่มต้นตั้งแต่มีการรับตัวผู้ต้องขัง เพื่อให้สอดคล้องกับโปรแกรมการพัฒนาพฤตินิสัย ตามที่กรมราชทัณฑ์หรือเรือนจำได้จัดเตรียมให้หลังจากผ่านระบบการจำแนกมาแล้ว และกำหนดให้เรือนจำต้องดำเนินการจัดเตรียมความพร้อมด้านต่าง ๆ ให้กับผู้ต้องขัง เพื่อให้สามารถกลับไปใช้ชีวิตในสังคมได้
อย่างไรก็ตามสมาคมสิทธิเสรีภาพของประชาชนเห็นว่ายังมีประเด็นที่ต้องมีการดำเนินการตรากฎหมายลำดับรองให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติราชทัณฑ์ พ.ศ. ๒๕๖๐ ที่สอดคล้องกับแนวปฏิบัติตามมาตรฐานสหประชาชาติและสนธิสัญญาที่ประเทศไทยเป็นภาคี จึงขอเสนอข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะ เพื่อการดำเนินการดังกล่าว ดังต่อไปนี้

ประเด็น/มาตรฐานสากล[4]
พรบ.ราชทัณฑ์
ข้อคิดเห็น/ข้อเสนอแนะ
หมายเหตุ
๑.การปฏิบัติต่อผู้ถูกคุมขัง
·       การแยกผู้คุมขังประเภทต่างๆ



มาตรา ๓๑  การจำแนก ประเภทหรือชั้นของเรือนจำ ให้รัฐมนตรีประกาศกำหนดโดยอาศัยเกณฑ์อย่างหนึ่งอย่างใด ดังต่อไปนี้
(๑) เพศของผู้ต้องขัง
(๒) สถานะของผู้ต้องขัง
(๓) ความประสงค์ในการพัฒนาพฤตินิสัยของผู้ต้องขัง
(๔) ความมั่นคงของเรือนจำ
(๕) ลักษณะเฉพาะทางของเรือนจำ

ไม่มีบทบัญญัติว่าด้วยผู้ต้อง
ขังที่อยู่ระหว่างพิจารณา
คดี ดังนั้นต้องจัดให้ มีระเบียบว่าด้วยการนี้ โดยในระเบียบดังกล่าว ต้องถือว่าบุคคลที่อยู่ระหว่างพิจารณาคดี เป็นผู้บริสุทธิ์ ดังนั้นจะปฏิบัติต่อผู้นั้นเสมือนเป็นผู้กระทำความผิดแล้ว ไม่ได้ โดยห้ามการดำเนิน การ ดังนี้
 ๑.ห้ามการตรวจภายในสตรี โดยวิธีละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และสิทธิในร่างกาย แต่ให้ใช้เครื่องมือทางวิทยาศาตร์อื่น
 ๒. ห้ามตัดผมหรือให้ผู้นั้น สวมชุดนักโทษเช่นเดียวกับผู้ที่ศาลตัดสินแล้ว
๓.ห้ามให้บุคคลดังกล่าว
ทำงานของเรือนจำ เช่นผู้ต้องขังอื่น แต่ต้องจัดให้อยู่ในห้องที่จัด เป็นสัดส่วนแยกต่างหากจากผู้ต้องขังที่ศาลตัดสินแล้ว
 ๔. ห้ามตีตรวนผู้นั้นเมื่อ มีการนำตัวไปขึ้นศาล แต่ให้ใช้วิธีอื่นเพื่อป้องกัน การหลบหนีหรือทำอันตรายผู้อื่น โดยไม่ละเมิดสิทธิในร่างกาย เช่น ใช้เครื่อง EM  หรือ การจัดให้ผู้พิพากษา เข้ามาพิจารณาคดีในเรือนจำ เป็นต้น

๒.ขั้นตอนปฏิบัติและการลง
โทษทางวินัย
·   องค์ประกอบอำนาจในการลงโทษ
·   โอกาสในการอุทธรณ์รวมทั้งการมีตัวแทนช่วยร้องเรียน
·       ประเภทของการลงโทษ
·   การตรวจวสุขภาพโดยแพทย์ขณะที่ถูกจับ
·       ห้องขังเพื่อการลงโทษ


ผู้ต้อง ขังกระทำผิดวินัย จะถูกลงโทษตามหลัก เกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่ กำหนดในกฎกระทรวง
·       มาตรา ๒๓  เจ้าพนักงานเรือนจำอาจใช้อาวุธปืนแก่ผู้ต้องขังได้
·       การลงโทษทางวินัย
ด้วยการขังเดี่ยวควร พิจารณายกเลิกหรือจำกัด การใช้วิธีการนี้ เพราะการขังเดี่ยวเป็นเวลานาน (๑ เดือน ถือว่านาน) อาจถือว่าเป็นการทรมานที่ ต้องห้ามตามอนสัญญาต่อต้านการทรมานฯ
·       การใช้อาวุธปืนของ
เจ้าพนักงานเรือนจำนอกจากที่กำหนดไว้ในมาตรา ๒๓ แล้วต้องคำนึงถึงการใช้อาวุธปืนเฉพาะในสภชถานการณ์ที่วิธีการป้องกันอันตรายอย่างอื่นใช้ไม่ได้ผลแล้วและต้องไม่จงใจใช้อาวุธยิงเสียให้ตาย แต่ต้องใช้เพื่อกรณีปกป้องชีวิตของตนและผู้อื่นเท่านั้น

๓.ขั้นตอนการปฏิบัติเกี่ยว
กับข้อร้องเรียน


มาตรา ๖๙  เมื่อผู้ต้องขัง กระทำผิดวินัย จะถูก ลงโทษ การดำเนินการ
อุทธรณ์ให้เป็นไปตาม หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กำหนดในกฎกระทรวง

·       กฎกระทรวงว่าด้วย
การอุทธรณ์การลงโทษทางวินัยแก่ผู้ต้องขัง ควรระบุสาระสำคัญ ดังนี้
๑.การ ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติ ตามคำสั่งของเจ้าพนักงาน เรือนจำ ข้อบังคับเรือนจำ หรือระเบียบกรมราชทัณฑ์ พฤติกรรมอย่างไร จึงถือว่าเป็นความผิดวินัย
๒.สิทธิในการแสดงความเห็นก่อนการลงโทษทางวินัย
๓. สิทธิในการขออุทธรณ์ต่อหน่วยงานระดับสูง
๔.ประเภทและระยะเวลาการลงโทษ
๕.หน่วยงานที่ระบุว่าให้ลงโทษดังกล่าว
๖.ควรกำหนดมาตรการอื่นนอกเหนือจากการลงโทษทางวินัยไว้ด้วย


๔.สภาพห้องขังทางกายภาพ
·   ความจุของห้องขัง/การรองรับผู้ถูกคุมขังจริง
·        
กำหนดบทบัญญัติเกี่ยวกับการคุ้มครองสิทธิผู้ต้องขังให้มีความชัดเจนยิ่งขึ้น
เช่น อนามัยผู้ต้องขัง
การติดต่อผู้ต้องขัง เป็นต้น
·        
·         ม่มีบทบัญญัติว่า
ด้วยความจุของห้องขัง/การรองรับผู้ถูกคุมขังจริง
·       สภาพทางกายภาพ
แสงสว่าง การระบายอากาศ ระบบสุขภัณฑ์ สุขอนามัย

๕.อาหาร
·       งบประมาณ /หัว/มื้อ(ปริมาณ คุณภาพ ความหลากหลาย)
·        
·         ม่มีบทบัญญัติว่า
ด้วย งบประมาณด้านอาหาร /หัว/มื้อ(ปริมาณ คุณภาพ ความหลากหลาย)

๖. สุขอนามัยส่วนบุคคล
·       ที่อาบน้ำ
·       อุปกรณ์
·       เครื่องนอน
·       โอกาสการซักผ้า
·       กำหนดบท
บัญญัติเกี่ยวกับการคุ้มครองสิทธิผู้ต้องขังให้มีความชัดเจนยิ่งขึ้น เช่น อนามัยผู้ต้องขัง

·         ม่มีบทบัญญัติว่า
ด้วยสุขอนามัยอย่างอื่นนอกจากการรักษาพยาบาล เช่น ที่อาบน้ำ อุปกรณ์เครื่องนอน โอกาสการซักผ้า

๗. การติดต่อกับโลก
ภายนอก
·       การเยี่ยม
·       จดหมาย/พัสดุ
·       โทรศัพท์
มาตรา ๖๐  ผู้ต้องขังพึง ได้ รับการอนุญาตให้ ติดต่อกับบุคคลภายนอกตามระเบียบกรม ราชทัณฑ์












มาตรา ๒๙  ระเบียบว่าด้วยการให้เจ้าพนักงานเรือนจำมีอำนาจตรวจสอบจดหมาย เอกสาร พัสดุภัณฑ์ หรือสิ่งสื่อสารอื่น หรือสกัดกั้นการติดต่อสื่อสารทางโทรคมนาคมหรือโดยทางใดๆซึ่งมีถึง
หรือจากผู้ต้องขัง  


·       ควรยกเลิกระเบียบ
ว่าด้วยการให้ผู้ต้องขังระบุ ชื่อบุคคลที่จะเข้าเยี่ยม
·       ผู้ต้องขังต่างชาติที่
ไม่มีตัวแทนด้านการทูตหรือกงสุลในประเทศไทยและบุคคลไร้สัญชาติ ต้องได้รับการ อำนวย ความสะดวกในการ ติดต่อไม่น้อยไปกว่าที่จัดให้ ได้รับการติดต่อกับผู้แทน ประเทศตนหรือได้รับการติดต่อจากหน่วยงานภายใน ประเทศหรือหน่วยงาน
ระดับสากลที่ทำหน้าที่คุ้ม ครองบุคคลเช่นนั้น


·       ระเบียบตามมาตรา
นี้ ต้องดำเนินการตาม ความมุ่งหมายพิเศษเพื่อการรักษาความมั่นคงของรัฐ หรือเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน เท่านั้น ซึ่งอย่างไรคือ ความมั่นคงของรัฐ หรือเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน  ต้องตีความโดยเคร่งครัด











๘. บริการด้านการแพทย์
·        



มาตรา ๕๔  ให้เรือนจำทุกแห่งจัดให้มีสถานพยาบาล เพื่อเป็นที่ทำการรักษาพยาบาลผู้ต้องขังที่ป่วย จัดให้มีแพทย์ พยาบาล หรือเจ้าพนักงานเรือนจำที่ผ่านการอบรมด้านการพยาบาล ซึ่งอยู่ปฏิบัติหน้าที่เป็นประจำที่สถานพยาบาลนั้นด้วย อย่างน้อยหนึ่งคน
ทั้งนี้ ให้เป็นไปตามระเบียบกรมราชทัณฑ์

·       ระเบียบตามมาตรา
นี้ ควรระบุประเด็นสำคัญ ดังนี้
๑. ให้ดำเนินการตรวจ ร่างกายผู้ต้องขังทันที เพื่อคัดกรองแยกผู้ที่สงสัยว่าจะติดเชื้อที่เป็นอันตรายหรืออาจเป็นโรคระบาด
๒. บันทึกการตรวจร่างกาย เพื่อหาร่องรอยการได้รับ การทรมาน
๓. ควรจัดให้มีแพทย์หรือ พยาบาลผู้เชี่ยวชาญในด้าน ใดด้านหนึ่งไว้ประจำเมื่อมี การคัดกรองแล้วพบว่าผู้ต้องขังส่วนใหญ่มีโรคประจำตัวที่ต้องได้รับการดูแลพิเศษ
๔. การตรวจร่างกายต้อง เคารพศักดิ์ศรีความเป็น มนุษย์ของพวกเขาและผล การตรวจต้องได้รับการ รักษาไว้เป็นความลับ ระหว่างแพทย์และคนไข้
๕.การปฏิเสธไม่ให้ได้รับการตรวจรักษาถือเป็นการ ทารุณตามกฎหมายระหว่างประเทศและควรได้พบ แพทย์โดยไม่ชักช้า หากไม่ใช่กรณีฉุกเฉิน ต้องได้พบภายใน ๑ วัน
๖. ควรมีการประเมินคัดกรอง ภาวะทางจิตใจ ( Mental Health Assessment) โดยผู้มีอาการวิกลจริตต้อง ไม่ถูกคุมขังในเรือนจำ แต่ต้องส่งตัวไปหน่วยงาน ด้านจิตเวชทันที หรือจัดให้มี การตรวจทางจิตเวชโดย แพทย์ผู้เชี่ยวชาญในเรือนจำ และผู้นั้นต้องได้รับการดูแล เป็นพิเศษจากเจ้าหน้าที่ ด้านการแพทย์

  ๙. การบริหารงานเรือนจำ
·       กำหนดให้มี
คณะกรรมการนโยบาย การราชทัณฑ์
โดยมีอำนาจหน้าที่ในการกำหนดนโยบายด้านการราชทัณฑ์ และกำหนดทิศทางกระบวนการพัฒนาพฤตินิสัยผู้ต้องขัง เพื่อให้การดำเนินงานของกรมราชทัณฑ์มีทิศทางและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
·       กำหนดให้มีคณ
ะอนุกรรมการที่สำคัญและขึ้นตรงต่อคณะกรรมการฯ 2 คณะ ได้แก่ คณะอนุกรรมการตรวจเรือนจำ มีอำนาจหน้าที่ให้ความเห็นและเสนอแนะในการดำเนินกิจการเรือนจำตามหลักการทางด้านอาชญวิทยาและทัณฑวิทยาแก่กรมราชทัณฑ์ รวมทั้งทำการตรวจกิจการเรือนจำและให้คำแนะนำแก่เจ้าพนักงานในการปฏิบัติหน้าที่ และคณะอนุกรรมการรับเรื่องราวร้องทุกข์ มีอำนาจหน้าที่ในการรับเรื่องราวร้องทุกข์หรือเรื่องราวใด ๆ จากผู้ต้องขัง


เป็นประเด็น
ใหม่ของ พรบ.ราชฑัณฑ์ที่ควรได้รับการพิจารณา และดำเนินการให้สอดคล้องกับหลักการสากล

๑๒. การเตรียมความพร้อมก่อนปล่อย
·       กำหนดให้มีกระ
บวนการเตรียมความพร้อมก่อนปล่อย โดยให้กระบวนการนี้เริ่มต้นตั้งแต่มีการรับตัวผู้ต้องขัง เพื่อให้สอดคล้องกับโปรแกรมการพัฒนาพฤตินิสัย ตามที่กรมราชทัณฑ์หรือเรือนจำได้จัดเตรียมให้หลังจากผ่านระบบการจำแนกมาแล้ว และกำหนดให้เรือนจำต้องดำเนินการจัดเตรียมความพร้อมด้านต่าง ๆ ให้กับผู้ต้องขัง เพื่อให้สามารถกลับไปใช้ชีวิตในสังคมได้

เป็นประเด็น
ใหม่ของ พรบ.ราชฑัณฑ์ที่ควรได้รับการพิจารณา และดำเนินการให้สอดคล้องกับหลักการสากล





[1] พระราชบัญญัติราชทัณฑ์ พ.ศ. ๒๕๖๐ มาตรา ๒ พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดเก้าสิบวันนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา เป็นต้นไป.
[2] ประเทศไทยเข้าเป็นภาคีโดยการภาคยานุวัติ เมื่อ ๒๙ ตุลาคม ๒๕๓๙ โดยมีผลบังคับใช้กับประเทศไทยเมื่อวันที่       ๓๐ มกราคม ๒๕๔๐.
[3]   ประเทศไทยเข้าเป็นภาคีโดยการภาคยานุวัติ เมื่อวันที่ ๒ ตุลาคม ๒๕๕๐ และมีผลบังคับใช้กับประเทศไทยเมื่อวันที่     ๑ พฤศจิกายน ๒๕๕๐.
[4] คัดจากคู่มือปฏิบัติ : การตรวจเยี่ยมสถานที่คุมขัง ,แปลจาก Monitoring Places of Detention : A Practical guide ,โดยพิภพ อุดมอิทธิพงศ์ ,จัดพิมพ์และเผยแพร่โดยมูลนิธิผสานวัฒนธรรม ,มิถุนายน ๒๕๕๐

แถลงการณ์กรณีการปราบปรามโดยใช้กำลังรุนแรงต่อพลเรือนชาวมุสลิมโรฮิงญา ในรัฐยะไข่ของรัฐบาลเมียนมาร์

สืบเนื่องจากเหตุการณ์ความรุนแรงภายในรัฐยะไข่ ประเทศเมียนมาร์ ซึ่งปะทุขึ้นอีกครั้งหนึ่งเมื่อปลายเดือนสิงหาคม 2560  อันเป็นผลจากการกวาดล้างค...